|
สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 2 |
ทางหลวงหมายเลข 9 ในเขตประเทศลาว ที่พึ่งก่อสร้างเสร็จได้ประมาณ 4 เดือน ( ธันวาคม 2549)
|
ทิวทัศน์แม่น้ำสายเล็กๆสายหนึ่งที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง
|
ชุมชนแห่งหนึ่งระหว่างเส้นทางในประเทศลาว
|
วิถีชีวิตชาวลาวที่ยังเป็นชนบท |
ภาพชุดการเดินทางระหว่าง ไทย - ลาว
|
หลังจากทำธุระส่วนตัวที่โรงแรมริเวอร์อินท์ จ.มุกดาหาร ก็ขึ้นรถเดินทางสู่ลาวและเวียดนาม
|
เช้านี้ยังสดใสด้วยกันทุกคน |
ยิ้มกันหน่อย..
|
มุมนี้ด้วย.. |
ขณะกำลังข้ามแม่น้ำโขง สะพานมิตรภาพ ไทย - ลาว แห่งที่ 2 ในภาพเป็นโชเฟอร์ชาวลาว
|
ที่ด่านศุลกากรประเทศลาว...ป้ายนี้อ่านว่า รถเบา (รถเล็ก) |
เจ้าหน้าที่ศุลกากรลาว กำลังประทับตราหนังสือเดินทาง |
ไกด์ลาวสาวสวย กำลังสาละวนตรวจเช็ครายชื่อลูกทัวร์กับหนังสือเดินทาง |
ว้า...รถคันนี้ได้ไกด์ลาวเป็นผู้ชาย..ในภาพกำลังเว้าลาว แนะนำตัว..
|

มื้อเที่ยงบนถนนสายนี้(เมืองพิณ) ต้องฝากท้องไว้กับร้านอาหาร " แฟนต้า " แต่เพียงร้านเดียว
|
มาถึงก็ทานได้เลย เพราะทุกอย่างทางร้านได้เตรียมเรียบร้อยแล้ว |
กำลังแลกเงิน... 1000 บาท แลกได้ 450,000 ดอง รวยกันเป็นแถวๆ ต่างคนมีเงินกันนับแสนนับล้าน (ดอง) |
ไม่กี่นาทีก็มีทัวร์กรุ๊ปอื่นทะยอยมาถึง
.... เนื่องจากถนนพึ่งเปิดใช้ จึงยังไม่มีร้านอาหารอื่น
ทัวร์ทุกคณะ
จึงต้องพึ่งร้านนี้ร้านเดียว ถามไกด์ว่าไม่มีที่อื่นหรือ บอกว่าต้องลงทุนสูงและคนลาวไม่ค่อยมีเงิน |
เด็กนักเรียนลาวกำลังขี่จักรยานกลับบ้านเพื่อทานข้าวมื้อเที่ยง
|
ด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง |
ชนกลุ่มน้อยในลาว
มีให้เห็นตลอดทาง |
ผ่านหมู่บ้านชนกลุ่มน้อย ลาวเทิง ลาวลุ่ม |
มีไฟป่า(ฝีมือชาวบ้าน) กำลังลามอยู่ริมถนน |
|
เมืองหนึ่งของเวียดนามที่นั่งรถผ่าน เมืองนี้น่าจะมีต่างชาติมาพัก มีป้าย Guest house และโรงแรมเล็กๆหลายแห่ง |
ภูมิประเทศที่สวยงาม มีให้เห็นตลอดเส้นทาง |
แม่น้ำเบนไห่ แนวเส้นขนานที่ 17 ที่เคยแบ่งดินแดนเวียดนามให้เป็นสองประเทศ คือเวียดนามเหนือ และใต้ |
สายน้ำเบนไห่ ถ่ายจากสะพานโฮจิมินท์ ที่เคยใช้เป็นจุดข้าม(ด้วยลวดสลิง) ไปยังอีกฝั่ง ในการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆเพื่อต่อสู้กับฝรั่งเศส จนได้รับเอกราช |
สายน้ำบริสุทธ์ ที่ผ่านแก่งหินและธรรมชาติตลอดเส้นทาง |
เส้นทางสายนี้ลัดเลี้ยวคู่ขนานไปกับแม่น้ำเบนไห่นับสิบๆกิโลเมตร จึงเห็นทิวทัศน์สวยงามตลอดเส้นทาง ชนิดที่หาดูไม่ได้ในบ้านเรา |
จากเส้นทางยุทธศาตร์ทั้งในยุคที่ขับไล่ฝรั่งเศสและยุคสงครามเวียดนาม ปัจจุบันกลายเป็นเส้นทางที่เปิดประตูสู่อินโดจีน |
สองฝากทางมีแต่ป่าเขาที่ชุมฉ่ำ และอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ประมาณ 26 องศา ขณะที่บ้านเราเป็นห้วงเวลาร้อนจัด ประมาณ 38 องศา ใน กทม. |
ด่านศุลกากรเวียดนาม |
อาชีพแบกขนที่ด่านชายแดน สตรีเวียดนามทำงานไม่มีเกี่ยง หนักเอาเบาสู้ |
 .
เข้าเขตเวียดนาม ก็เห็นบรรยากาศแบบนี้ |
ชาวบ้าน(น่าจะเป็นชนกลุ่มน้อย) กำลังเตรียมผักไปขาย |
ป
สะพานโฮจิมินทร์ จุดแวะระหว่างทาง .. ดิมจุดนี้เป็นที่ขนถ่ายสัมภาระและยุทโธปกรณ์ข้ามไปอีกฝั่งโดย
ใช้ลวดสลิงในสมัยสงครามฝรั่งเศส(ศึกเดียนเบียนฟู) เมื่อชนะสงคราม โฮจิมินท์จึงสร้างสะพานแห่งนี้
เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน เป็นการฉลองความสำเร็จ
|
เด็กๆที่บริเวณสะพาน พอเห็นพวกทัวร์ก็วิ่งแจ้นออกมาจากบ้านเพื่อมาขอเงิน เข้าใจว่านักท่องเที่ยวคนไทย
รุ่นก่อนๆ มาทำให้เด็กๆและคนแถบนี้เสียนิสัย เป็นการทำลายวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์
|
อากาศเย็นสบายมากค่ะ
|
วิวที่นี่สวยมากค่ะ
|
ระหว่างทางพบอนุสาวรีย์วีรชน และฮวงซุ้ยของชาวบ้าน อยู่มากมาย
เวียดนามเป็นประเทศที่มีประชากรถึง 85 ล้านคน เสียชีวิตในช่วงสงครามเวียดนามมากถึง 4 ล้านคน
|
ทรายขาว ที่ดูคล้ายชายฝั่งทะเล แต่เป็นทรายในดินแดนแถบทุ่งนา ทั้งสองฝั่งถนน
เป็นวัตุถุดิบนำไปหลอมทำแก้วที่เอกชนญี่ปุ่นมาทำสัมปทาน (เมืองไทยมีที่เกาะแก้วพิสดาร) |
|
|